วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผักกาดหัว



                                           
                                       

 ลูกชิ้นหัวไชเท้า หรือ ลูกชิ้นหัวผักกาด 

หาทานได้ แถวๆ กันทรารมย์ ราคาไม่แพง

25 -  30  บาท 

ต้นตํารับจาก เชฟ Kung...!!

     
     ลูกชิ้นหัวไชเท้า เป็นอาหารของชาวจีนแคะ จีนอื่นๆก็จะเป็น ขนมผักกาด 

ปัจจุบันนี้ มีร้านอาหารจีนแคะเหลืออยู่ใน กทม. ประมาณ 7 ร้านเท่านั้น ร้านเหล่านี้เป็นร้านอาหารจีนแคะแบบดั้งเดิม ซึ่งตอนทำอาหารจะใส่พวกเหล้าแดง และ ข้าวแดงหมัก 
และใน 7 ร้านที่เจอก็จะมีอยู่ 3 ร้านเท่านั้นที่ยังทำลูกชิ้นหัวไชเท้าอยู่ แต่ละร้านก็ยังมีสูตรเฉพาะ แตกต่างกัน






ลูกชิ้นหัวไชเท้าจากร้านเปียงกี่


ร้านแหลมทอง


ตอนนี้ก็ไปได้สูตรทำลูกชิ้นหัวไชเท้าแบบแคะมา ก็เลยต้องมาทดลองทำดู

ส่วนประกอบ
- หัวไชเท้า 2 กก.
- กระเทียมซอย 1 หัว
- หมูสับ 300 กรัม
- กุ้งแห้ง 50 กรัม แช่น้ำให้นิ่มและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
- แป้งท้าว 300 กรัม
- จะใส่ เห็ดหอมด้วย ก็ได้ แต่ที่ทำครั้งนี้ไม่ได้ใส่เพราะไม่มี

หัวผักกาด


ปอกเปลือก


ขูดเป็นฝอย ใช้ Food Processor ช่วย ทุ่นแรงดี


ใส่เกลือลงไป 2 ช้อน ขยำกับหัวผักกาดที่ขูดแล้ว คั้นน้ำออกให้หมด 


ทำซ้ำอีกครั้ง แต่ใส่เกลือไปอีก 1 ช้อน ขยำและคั้นน้ำออกอีกครั้ง จะเหลือหัวใชเท้าอยู่นิดเดียว 


    ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน 3 ช้อน 
ใส่กระเทียมสับลงไปเจียวให้หอม เติมหมูสับ กุ้งแห้งลงไปผัด 
ผัดพอสุก เติมหัวใช้เท้าขูดลงไปผัดต่อ คลุกให้เข้ากัน 
ชิมรสดู ถ้ายังไม่เค็มก็ปรุงรสโดยซีอิ้วขาว 


ตักใส่ชามอ่างเติมแป้งเท้า



     คลุกให้เข้ากัน ลองปั้นเป็นลูกชิ้นดู ถ้าจับตัวเป็นก้อนลูกชิ้นไม่ได้ ให้เติมแป้งเพิ่ม หรือเติมน้ำเพิ่มไปอีกนิดถ้าส่วนผสมแห้งเกินไป 
ส่วนผสมที่รอปั้นเป็นลูกชิ้น


ปั้นเป็นลูกชิ้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 นิ้ว


นำไปนึ่ง ตอนนึ่งให้วางลูกชิ้นห่างกัน นึ่งประมาณ 20 นาที ไฟอ่อนๆ


นึ่งสุกแล้ว


อีกส่วนหนึ่งก็ปั้นเป็นก้อนแต่เล็กกว่าตอนไปนึ่ง สำหรับทำลูกชิ้นทอด เพราะถ้าก้อนใหญ่เกินไป ด้านในจะไม่สุก


ทอดน้ำมันลอย


ลูกชิ้นนึ่ง





ลูกชิ้นทอด


ทานกับน้ำจิ้มรสแบบน้ำจิ้มไก่ก็ได้ ถ้าเป็นชาวแคะจะมีน้ำจิ้มสูตรแบบชาวแคะ
ตอนนี้ยังหาสูตรไม่ได้ ทางร้านอาหารแคะเก็บเป็นความลับประจำตระกูล 
ใครทราบสูตรก็มาบอกกล่าวกันบ้าง

  


วิดิโอการทำ ลูกชิ้นจากหัวผักกาดหัว






 อ้างอิง

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=chim&date=07-07-2008&group=2&gblog=42

http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2007/07/D5592110/D5592110.html

http://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=chim&month=01-2011&date=07&group=2&gblog=395

http://women.kapook.com/view34601.html

http://www.umarin.com/board/index.php?topic=1036.0






วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557


 


ชื่อวิทยาศาสตร์  Rosa hybrid                  
ชื่อวงศ์          ROSACEAE
ชื่อสามัญ             Rose
ชื่ออื่นๆ          กุหลาบ
ถิ่นกำเนิด            ทวีปเอเชีย
การขยายพันธุ์     เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
 ลักษณะทั่วไป:
     ต้น ไม้พุ่มขนาดเล็ก แต่บางชนิดมีขนาดใหญ่หรือเป็นไม้เลื้อย เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกสีเขียว

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5-9 ใบ ออกลับกัน ใบรูปไข่ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย






     ดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือดอกช่อ กลีบดอกแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นเดียว จะมี 5 กลีบ ยกเว้นบางชนิดที่มีเพียง 4 กลีบ คือ Rosa sericea และ Rosa omeiensis ส่วนกลีบดอกกึ่งซ้อนมี 6-20 กลีบ กลีบดอกซ้อนมีตั้งแต่ 20 กลีบไปจนถึง 50-60 กลีบ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียวหรือสีเขียวอมแดงเรื่อ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก อับเรณูสีเหลืองล้อมรอบเกสรเพศเมียซึ่งรวมเป็นกระจุกอยู่กลางดอก และจะอยู่ในระดับต่ำกว่าเกสรเพศผู้





     ฝัก/ผล เป็นผลกลุ่ม ผลแก่แห้ง เมื่อเริ่มติดผลส่วนที่เป็นรังไข่จะขยายพองโตขึ้นโดยมีฐานรองดอกหุ้มไว้ ภายในประกอบด้วยผลย่อยจำนวนสองถึงหลายสิบผล ผลมีรูปร่างต่างๆ กัน ตามชนิด เช่น กลม กลมแป้น ยาวรี มีเนื้อนุ่ม และมีหลายสี เช่น สีส้ม สีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำตาล






     เมล็ด เมล็ดล่อน (achene) ค่อนข้างกลม รูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มม. เมล็ดอ่อนสีขาวอมเขียว ที่ปลายมีสีแดง เมล็ดแก่สีน้ำตาล จำนวน 2-18 เมล็ด






การปลูกและดูแลรักษาดอกกุหลาบ
ถึงแม้กุหลาบจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่ต่างกันก็ย่อมทำให้ การ
เจริญเติบโตดีเลวต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนปลูกควรเตรียมดินดังนี้ 
ในภาคกลางซึ่งมีสภาพดินค่อนข้างเหนียว และค่อนข้างเป็นกรดจัด ระดับ น้ำใต้ดินสูง เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบจะนิยมปลูกแบบร่องสวน ซึ่งมีคูน้ำคั่นกลาง โดยเริ่มเตรียมดินในฤดูแล้ง คือจะต้องฟันดินและตากดินให้แห้ง เพื่อกำจัดวัชพืช ก่อน ในขณะที่ตากดินนี้อาจโรยปูนขาวลงไปด้วยก็ได้ เมื่อดินแห้งดีแล้วจึงกลับ หน้าดิน และชักดินในแต่ละแปลงให้มีขอบสูง ตรงกลางเป็นแอ่งเล็กน้อย ขนาด ของแปลงกว้างและยาวตามพื้นที่เดิมที่เคยปลูกผักมาแล้ว การวางระยะห่างของ ต้นที่จะปลูกอาจใช้ระยะ 50 x 50 เซนติเมตร จำนวนแถวในแต่ละแปลงไม่ควร เกิน 3 แถว เพื่อความสะดวกในการตัดดอกและตัดแต่งกิ่งตรงแถวกลาง สำหรับในภาคอื่นที่มีสภาพดินค่อนข้างร่วนหรือดินร่วนปนทราย อาจ ปลูกแบบเจาะหลุมปลูกหรือแยกแปลงปลูกก็ได้โดยวัดขนาดแปลงปลูกกว้าง 1 .20 เมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร ความยาวของแปลงปลูกตามขนาดของพื้นที่ และใช้ ระยะปลูก 60 x60 เซนติเมตร ซึ่งจะได้จำนวนต้นประมาณ 2,000 ต้นต่อไร่ (หรือ ทำแปลงปลูกกว้าง 1เมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร และใช้ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร สำหรับพันธุ์กุหลาบที่ขนาดของทรงพุ่มไม่แผ่กว้างมากนัก) ก่อนปลูกควรหว่าน ปูนขาวและไถพรวนตากดินไว้ให้แห้ง
กุหลาบสามารถปลูกได้ทั้งในดินที่เป็นกรดหรือด่างแต่เจริญได้ดีในดินที่ค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย คือมี pH ประมาณ 4.5-6.5 ถ้าดินเป็นกรดมากให้เติม ปูนขาว 60-100 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา แต่ถ้าดินเป็นด่างก็ใส่กำมะถันผง 20-50 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา เมื่อเตรียมแปลงปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้ขุดหลุม ปลูกกว้างและลึก 30 x 30 เซนติเมตร (ถ้าเตรียมหลุมปลูกกว้างและลึกกว่านี้ จะ เป็นการดียิ่งขึ้น) จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยคอก เช่น ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ฯลฯ ประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ ใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือกระดูกป่นเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม ๆ ละ 1 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงนำกิ่งพันธุ์กุหลาบซึ่งอาจจะเป็นกิ่งตอนหรือต้นติดตา ลงไปปลูก กลบดินที่โคนต้นให้กระชับและรดน้ำให้ชุ่ม  กิ่งพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้าในปัจจุบัน ได้แก่ กิ่งตัดชำ และกิ่งตอนจะมีเกษตรกรบางรายที่ปลูกโดยใช้ต้นติดตา แต่มีน้อยราย เวลาที่ซื้อต้นกุหลาบมาปลูก ก็ให้เอาออกจากกระถาง อย่าทำรากขาดมาก แล้วนำต้นมาปลูกใหม่ โดยใช้ดินผสมที่มีขายทั่วไปหรือจะผสมเองก็ได้ถ้า จะผสมเองก็หาทราย ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอกอย่างละหนึ่งส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้ดินผสมชั้นหนึ่ง พร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าเราดูแลสม่ำเสมอ เพียงไม่นานดอกกุหลาบก็จะบานออกมาให้เห็นสีสันที่สวยงามส่วนในกรณีที่ เราจะปลูกดอกกุหลาบในกระถาง จะเห็นว่าเมื่อปลูกไปนานๆปริมาณดอกไม่สม่ำเสมอ เราก็ควรถอนต้นกุหลาบออกมาแล้วใช้มือปาดดินออกให้มากที่สุด จากนั้นเปลี่ยนใส่กระถางที่ใหญ่กว่าเดิม โดยใช้ดินผสมใหม่เป็นวัสดุในการปลูก เพราะต้นกุหลาบจะได้อาหารจากดินใหม่ทำให้ต้นเจริญงอกงามดีสิ่งที่ควร กระทำอีกอย่างคือ การตัดแต่งกิ่งให้โปร่งและอย่ารดน้ำมาก เดี่ยวจะทำให้ต้นไม่แข็งแรงและรากเน่าตายได้ ทางที่ดีควรตั้งกระถางให้ได้รับแสงแดดมากที่สุด นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 เดือนละครั้งกับกระถางเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ครั้งละครึ่งช้อนชา แต่อย่าใส่มากกว่านี้จะเป็นอันตรายได้
ฤดูกาลออกดอก: ตลอดปี โดยเฉพาะ ธ.ค.-มี.ค.
การปลูก: ปลูงลงกระถางหรือลงแปลงประดับสวน
การดูแลรักษา: ชอบดินที่เป็นกรดเล็กน้อย อากาศเย็น
การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ติดกิ่ง ติดตา หน่อ
ส่วนที่มีกลิ่นหอม: ดอก
การใช้ประโยชน์: 
     - ตัดดอกประดับแจกัน



     - กลีบดอกแรกแย้มสกัดได้น้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่น โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง



     - ร้อยมาลัย และบุหงา



ถิ่นกำเนิด: กุหลาบอยู่ในสกุล Rosa มีอยู่ประมาณ 125 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในเอเซียประมาณ 95 ชนิด ในอเมริกา 18 ชนิด ส่วนที่เหลือมีถิ่นกำเนิดในยุโรปหรือตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา
สรรพคุณทางยา:
     - ดอก มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับน้ำดี




     - ผล มีวิตามินซีมาก




วีดีโอดอกกุหลาบ







อ้างอิง




www.youtube.com

http://hilight.kapook.com